วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องปกป้อง
วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย
ทั้งที่มิใช่ศิษย์สายตรง(๔)

สามเณรช่วงหรือสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์หรือเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน. เมื่ออายุสิบสี่
ท่านเป็นเด็กบางพลีสมุทรปราการ บวชเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.2482 หลวงตารูปหนึ่งวัดสังฆราชา
นำมาฝากไว้ในสำนักวัดปากน้ำภาษีเจริญ  อยู่ในความอุปถัมภ์ดูแล
ของหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดมา สำเร็จการศึกษานักธรรมเอกและเปรียญธรรม ๗ ประโยค
เมื่อพระมหาช่วงได้เปรียญ ๗ แล้ว จึงต้องมาศึกษาต่อที่ฝั่งพระนครและได้เลือกวัดโพธิ์ท่าเตียน
เป็นสำนักเรียนที่จะศึกษาชั้นเปรียญธรรม ๘ และ ๙
ท่านได้เล่าให้พระเถระรูปหนึ่งฟังว่าได้มากวาดถูทำความสะอาดกุฏิที่วัดโพธิ์ท่าเตียนแล้ว
แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้นำท่านไปฝากเรียนที่วัดเบญจฯโดยกะทันหัน  โดยนำไปฝากให้อยู่
ในสำนักของพระสังฆราช(ปลด) ด้วยตัวของท่านเอง. หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กราบเรียน
พระสังฆราชฝากให้พระมหาช่วง. ได้ศึกษาอยู่ที่วัดเบญจฯ. เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว. จะขอรับกลับไปอยู่วัดปากน้ำ. เมื่อพระมหาช่วงจบเปรียญธรรม ๙ ประโยค และฝึกงานเป็นเลขานุการ. หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงมารับตัวพระมหาช่วงกลับวัดปากน้ำ. ตลอดระยะเวลาที่พระมหาช่วง.  มาเรียนที่วัดเบญจฯหลายปี
หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้จัดอาหารจากวัดปากน้ำมาถวายทุกวัน. นี่คือเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2493

          ทำไม...หลวงพ่อวัดปากน้ำ  จึงเอาใจใส่หลวงพ่อสมเด็จช่วง.  ตั้งแต่เป็นสามเณรเช่นนี้
เรียกได้ว่าประคับประคอง มาโดยตลอดอย่างใกล้ชิด. ทั้งๆที่พระมหาช่วง.  ไม่ได้ชำนาญการ
"วิชชาธรรมกาย".  แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ  ท่านเชี่ยวชาญ"วิชชาธรรมกาย"
และท่านหวังเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก

ทำไมต้องปกป้องวัดพระธรรมกาย(3)

ทำไมต้องปกป้อง
วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย
ทั้งที่มิใช่ศิษย์สายตรง(๓)

พระพุทธศาสนาคือรากฐาน
แห่งการสร้างชาติไทย
ทำให้แผ่นดินนี้
เป็นแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์
มีภูมิทัศน์ภูมิประเทศที่ดีงาม
ห่างไกลจากภัยธรรมชาติ
พระพุทธศาสนาเคลื่อน
จากแผ่นดินอินเดียสู่สยามประเทศ
เพราะคนไทยและแผ่นดินนี้
ยังมีบุญรองรับพระพุทธศาสนา

แต่เดิมพระสงฆ์ในสยามประเทศ
แม้ว่าจะไม่เก่งเรื่องปริยัติ
คือการศึกษาในตำราคัมภีร์
แต่ท่านมีความรู้เรี่อง
สมถวิปัสสนากรรมฐาน
โดยเฉพาะเรื่องกสิณ
ดังนั้นในแทบทุกตำบล
มีหลวงพ่อหลวงตาหลวงปู่
ท่านมีความชำนาญสมาธิจิต
เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน
อยู่ในความอุปถัมภ์ของผู้ปกครอง
ทั้งคณะสงฆ์ก็มีการบริหาร
เป็นสัดส่วนแยกเป็นฝ่าย
ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นแบบแผน
ทั้งฝ่ายอรัญวาสีและฝ่ายคามวาสี
มีความสามัคคีในหมู่สงฆ์ตลอดมา

แม้มีการเปลี่ยนแปลง
ในทางการเมืองมาหลายสมัย
ในทุกสมัยนั้นมีพระพุทธศาสนา
เป็นหลักยึดเหนี่ยวตลอดมา
ไม่มีการทำร้ายทำลาย
หรือประทุษร้ายคณะสงฆ์
และคณะสงฆ์ได้ปกป้อง
สถาบันกษัตริย์ให้คงอยู่
คู่กับแผ่นดินนี้ตลอดมา
ถึงแม้ว่าในปีพ.ศ.2475
จะมีการปฏิวัติล้มระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราช
จากกลุ่มคนหนุ่มทั้งฝ่ายทหาร
และฝ่ายพลเรือนที่ไปศึกษาที่ยุโรป
เพราะเนื่องจากสยามประเทศ
มีคณะสงฆ์ที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง
แต่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า
จึงทำให้คณะปฏิวัติ2475ไม่กล้า
ล้มเลิกระบบกษัตริย์โดยสิ้นเชิง

โลกมีการเปลี่ยนแปลง
ด้านวัตถุและเทคโนโลยี
อย่างมากและรวดเร็ว
โลกต้องประสบปัญหา
ภัยจากธรรมชาติและ
ภัยจากน้ำมือมนุษย์อันเนื่องมา
จากการห่างเหินศีลธรรม
คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่
มีความสงสัยในคำสอน
ของศาสนามากยิ่งขึ้น
บางศาสนากลายเป็นข้ออ้าง
เพื่อมาเข่นฆ่าล้างผลาญกัน

วิชชาธรรมกายเป็นคำตอบ
และความหวังของคนยุคใหม่
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านกล่าวว่า
คนที่ได้วิชชาธรรมกายหนึ่งคน
สามารถช่วยเหลือคนอื่น
ได้เป็นแสนคน
ถ้าไม่อคติเกินไปต้องยอมรับว่า
วัดพระธรรมกายคือผลผลิต
ของ"วิชชาธรรมกาย"

ทำไมต้องปกป้องวัดพระธรรมกาย (2)

ทำไมต้องปกป้อง
วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย
ทั้งที่มิใช่ศิษย์สายตรง(๒)

สมเด็จป๋าวัดโพธิ์ท่าเตียน
เคารพนับถือในศีลาจารวัตร
หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นอย่างมาก
สมเด็จป๋าเป็นหลานแท้ๆของท่าน
หลวงพ่อวัดปากน้ำได้บอกกล่าวแก่
สมเด็จป๋าสมัยเป็นพระธรรมดิลก
ว่าต่อไปจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยสมเด็จป๋าเอง
เมื่อได้เป็นพระสังฆราชแล้ว
ได้มากราบสักการะบูชาคุณ
หลวงพ่อวัดปากน้ำ
โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า
แก่ทางวัดปากน้ำว่าจะมา
และสมเด็จป๋าได้เล่า
ให้คณะสงฆ์วัดปากน้ำ
ได้รับทราบในวันนั้น

การเลี้ยงภัตตาหารแด่พระภิกษุ
จำนวนนับร้อยนับพัน
เป็นเรื่องปกติของวัดปากน้ำ
ซึ่งเป็นฐานทัพใหญ่ของ
การเผยแพร่วิชชาธรรมกาย
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอน
สมาธิภาวนาแนววิชชาธรรมกาย
ก็คือสมถวิปัสสนากรรมฐาน
ที่มีมาในพระไตรปิฎก
และขยายความ
โดยวิสุทธิมรรคคือ
การเจริญพระกรรมฐาน๔๐แบบ
เพียงแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านให้วางจิต
ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่๗
มีบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนา
เป็นเครี่องกำกับจิต
อยู่ที่ศูนย์กลางกายนั้น

ท่านสอนให้รู้จักทำบุญ
ใน ทาน ศีล ภาวนา
และเมื่อทำบุญได้แล้ว
ท่านสอนให้รู้จักใช้บุญเป็น
วัดปากน้ำภาษีเจริญ
มีผู้คนไปทำบุญเป็นเจ้าภาพ
เลี้ยงภัตตาหารแก่พระภิกษุ
มากมายมาเป็นเวลานาน
ร่วมร้อยปีทุกวันทั้งเช้าและเพล
ก็ด้วยอานุภาพแห่งวิชชาธรรมกาย

ทำไมต้องปกป้องวัดพระธรรมกาย 1

ทำไมต้องปกป้อง
ทั้งที่มิใช่ศิษย์สายตรง
วัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย(๑)

บุคคลที่ร่วมช่วยปกป้อง
วัดปากน้ำภาษีเจริญ
วัดพระธรรมกาย
คือผู้ที่เห็นคุณค่า
และเห็นคุณประโยชน์
คุณวิเศษของวิชชาธรรมกาย

หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านเกิดมาในโลกนี้
พร้อมวิชชาธรรมกาย
เพื่อทำนุบำรุงสืบสาน
พระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ตลอดกาลสมัยกาลเวลา
ท่านมาพร้อมกับบริษัทบริวาร
ท่านจะเลือกใคร
ใช้ใครทำงานใหญ่
ท่านตรวจดูบุญของคนผู้นั้น
ท่านไม่เลือกเพราะคนผู้นั้น
เป็นคนบ้านเดียวกัน
จังหวัดเดียวกันกับท่าน

สามเณรช่วงหรือพระมหาช่วง
เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีที่แล้ว
คือเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์
ได้ถูกหลวงพ่อวัดปากน้ำ
วางตัวให้เป็นเจ้าอาวาส
บริหารวัด..สืบจากท่าน
ทั้งที่หลวงพ่อสมเด็จช่วง
ไม่ชำนาญการวิชชาธรรมกาย
ในขณะนั้นคงมีหลายท่าน
ตั้งข้อสงสัยว่าทำไม
หลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็น
ปรมาจารย์วิชชาธรรมกาย
ไม่เลือกศิษย์ท่านอื่นๆ
ที่เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกาย
มีหลายท่านเป็นเจ้าอาวาส
ทั้งยังสั่งเสียให้หลานของท่าน
คือสมเด็จวันรัตป๋า
วัดโพธิ์ท่าเตียน
ช่วยดูแลพระมหาช่วง
ให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ
สมเด็จป๋าได้รักษาการ
เจ้าอาวาสถึงหกปี
จึงให้พระมหาช่วง
เปนเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
ขณะนั้นได้สมณศักดิ์
ที่"พระราชเวที"

หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านไม่ขวางบุญฝืนกรรมใคร
ท่านทราบได้อย่างไรว่า
สามเณรช่วงจะมีอายุยืนยาว
และมีน้ำอดน้ำทนไม่หวั่นไหว
ต่อการโจมตีต่อต้านท่าน
ไม่ให้ดำรงตำแหน่งพระสังฆราช
โดยไร้สาระเหตุผล
แม้เป็นคนแก่วัยชราคนอื่น
คงล้มพับหลับสิ้นแล้ว

หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านมีความมุ่งมั่นในการเผยแพร่
วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก
ท่านทราบได้อย่างไร
ว่าพระมหาช่วงจะได้เป็น
พระราชาคณะชั้นสมเด็จ
ทั้งที่มีการวางตำแหน่ง
ขัดขวางเป็นขั้นตอน
ในนอกที่ลับที่แจ้ง
แต่หลวงพ่อสมเด็จช่วง
ท่านก็มาของท่านได้
โดยท่านไม่ได้ไปคิดร้าย
หรือกระทำให้คนอื่นเสียหาย
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านกล่าวว่า
วิชชาธรรมกายเป็นของจริง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เราจะปลูกฝังให้ลูกหลานทำหน้าที่ชาวพุทธให้สมบูรณ์ได้อย่างไร ?

เราจะปลูกฝังให้ลูกหลานทำหน้าที่ชาวพุทธให้สมบูรณ์ได้อย่างไร ?
หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่อง : พระราชภาวนาจารย์ (หลวงพ่อทัตตชีโว)
วารสารอยู่ในบุญฉบับเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๙

     ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระองค์ทรงมอบหน้าที่สำคัญยิ่งให้แก่ชาวพุทธไว้ ๔ ประการ โดยตรัสเรื่องนี้กับพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก เพื่อให้นำไปประกาศให้ชาวพุทธรับรู้รับทราบและปฏิบัติตามกันอย่างทั่วถึง

     ประการที่ ๑ คือ หน้าที่ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

     การศึกษาธรรมะของชาวพุทธ หากใครมีสติปัญญาอ่านออกเขียนได้ ก็ให้ศึกษาไปให้ถึงพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะพระไตรปิฎกเกิดขึ้นจากพระอรหันตสาวกรวบรวมพระธรรมและพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนประกาศศาสนาไว้ตลอด ๔๕ พรรษา มารวมเป็นหมวดหมู่ไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้คนรุ่นหลังค้นคว้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

     การศึกษาจากพระไตรปิฎกเป็นเรื่องสำคัญเพราะเราจะได้ศึกษาไปให้ถึงต้นตอของคำสอนในพระพุทธศาสนา หากจะอาศัยเพียงการฟังเทศน์ ฟังคำบอกเล่า หรือเพียงการทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีตั้งแต่โบราณมาเกรงว่าจะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เพราะอาจมีการตกหล่นไปบ้าง

     คนรุ่นก่อนที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ มีวิธีศึกษาจดจำธรรมะของพระพุทธองค์โดยการฟังพระสวดมนต์แล้วก็จำเอาไว้ในใจปู่ย่าตายายท่านจึงสวดมนต์กันได้คล่องเลยเพราะว่าท่านอาศัยความจำของท่าน อาศัยที่ใจท่านไม่คิดวุ่นวายเมื่อใจไม่วุ่นวาย ใจจดจ่ออยู่กับการฟังเทศน์ อยู่กับการสวดมนต์ ฉะนั้นแม้ท่านอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ว่าท่านก็สวดมนต์ได้ เวลาพระเทศน์ท่านก็จำได้ เพราะใจจดจ่อจดจำ จึงจำได้ขึ้นใจ

     ประการที่ ๒ คือ หน้าที่ลงมือปฏิบัติตามธรรมะที่ได้ศึกษามาอย่างจริงจัง


     ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้นั้นลงมือปฏิบัติ เพราะโลกนี้เป็นเรื่องของเหตุและผล ผลจะเกิดต่อเมื่อได้ทำเหตุไว้ก่อน ถ้าทำเหตุดีก็ได้ผลดี ถ้าทำ เหตุชั่วก็ได้ผลชั่ว

     การเรียนธรรมะแบบปริยัติควบคู่ปฏิบัติคือเรียนไปด้วยลงมือทำไปด้วย ที่โบราณเรียกว่า “เรียนแบบเคี้ยวป้อน” คือ เมื่อครูบาอาจารย์สอนอะไร ศิษย์ก็ลงมือทำ ทำผิดทำถูกอย่างไรก็สังเกตกันไป เพราะเมื่อเรียนแล้วแต่ยังไม่เคยทำก็เป็นธรรมดาที่ยังทำไม่เป็น อาจมีส่วนที่ทำได้บ้างปะปนกับส่วนที่ทำไม่ได้บ้าง ส่วนที่ทำได้ก็ทำไป ส่วนที่ทำไม่ได้ก็ต้องอาศัยพึ่งพาครูบาอาจารย์

     เรื่องใดที่ศิษย์เรียนแล้วทำไม่ได้ ติดขัดตรงไหน ครูบาอาจารย์ท่านก็เมตตานำธรรมะในพระไตรปิฎกมาย่อยแยกให้เข้าใจง่าย ๆ แล้วก็อธิบายให้เข้าใจในเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ศิษย์ตามทัน บางทีอาจจะต้องขยายความซ้ำแล้วซ้ำอีก จากเรื่องเข้าใจยากมาทำให้เข้าใจง่ายแม้ง่ายแล้วแต่ถ้ายังตามไม่ทันก็เพียรทำอีกหลาย ๆ หน จนกระทั่งศิษย์เข้าใจและทำได้

     การที่ครูบาอาจารย์ต้องสอนธรรมะภาคปริยัติด้วยการขยายความในเชิงปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีกนี้เอง จึงเป็นที่มาของคำว่า เคี้ยวป้อน

     ลูกศิษย์ในยุคนั้นเขาเอาจริงในการศึกษาธรรมะ ขวนขวายศึกษาธรรมะทั้งชายหญิงครูอาจารย์เลยมีกำลังใจไม่เบื่อที่จะพร่ำสอนเคี้ยวป้อน ลูกศิษย์ก็มีสัจจะต่อความดี ครูบาอาจารย์ก็มีสัจจะต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพราะฉะนั้นท่านจึงเคี้ยวป้อนส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ
     ประการที่ ๓ คือ หน้าที่เผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ถึงชาวโลกทั้งปวง
      เมื่อได้ศึกษาแล้ว ปฏิบัติแล้ว พบว่าธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกต้องจริง ดีจริงเป็นประโยชน์จริง ก็ระลึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาของพระบรมศาสดา จึงมีน้ำใจนึกถึงเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่ยังไม่รู้จักคุณของพระศาสนา มีความตั้งใจสืบทอดและเผยแผ่คำสอนที่มีคุณค่ามหาศาลเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งปวง นำธรรมะไปเผยแผ่ให้รู้กันกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่คิดหวงความรู้นั้นไว้กับตนเพียงลำพัง

     การเผยแผ่นั้นก็ทำกันหลาย ๆ รูปแบบชักชวนลูกหลานบ้าง ชักชวนเพื่อนบ้านบ้างผู้ที่ยังเล็กอยู่ก็มาบวชเป็นสามเณร ผู้ที่มีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไปแล้วก็มาบวชพระกัน นั้นก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะอย่างหนึ่ง การช่วยกันสร้างวัดวาอารามก็ถือเป็นการเผยแผ่อีกรูปแบบหนึ่งการสร้างพระพุทธรูปไปประดิษฐานตามวัดวาอารามต่าง ๆ ก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะ แม้การช่วยกันคัดลอกพระไตรปิฎกและแจกจ่ายกันไปก็เป็นการเผยแผ่รูปแบบหนึ่ง

     ปู่ย่าตาทวดบรรพบุรุษของเราต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเผยแผ่ธรรมะกันมาในรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยกันเผยแผ่อย่างสุดสติปัญญาความสามารถที่จะทำได้ แม้แต่การขยันตักบาตรพระทุกเช้า ทำให้พระมีอาหารขบฉันทุกเช้า มีเรี่ยวแรงไว้ศึกษาธรรมะก็จัดเป็นการเผยแผ่อย่างหนึ่ง คือสนับสนุนให้เกิดกองทัพธรรมในการเผยแผ่ธรรมะอีกชั้น

     ประการที่ ๔ คือ หน้าที่ช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา

      การปกป้องพระพุทธศาสนามีหลายรูปแบบ แต่ไหนแต่ไรมา ถ้าใครจ้วงจาบกล่าววาจาหยาบช้าต่อพระพุทธศาสนา คนรุ่นปู่ย่าตาทวดของเราท่านไม่ยอม ท่านต้องลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ไขทันที หรือกำราบห้ามปรามลูกหลานที่ทำตัวไม่เหมาะสมทันที

     เด็กบางคนดึงของสูงมาเป็นของต่ำ เอาธรรมะมาล้อเล่น เช่น พระให้ศีลข้อที่ ๕ ว่า “สุราเมระยะ มัชชะ ปะมา ทัฏฐานา เวระมะณี (งดเว้นจากการดื่มสุรา)” พวกไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ชอบแกว่งปากไปหานรก เอามาล้อเล่นว่า สุราต้องกินเป็นระยะ ๆ ปู่ย่าตายายได้ยินเข้าเท่านั้นแหละ ท่านรีบปรามเลยว่า ถ้านำธรรมะมาล้อเล่นแบบนี้ เกิดชาติต่อไปสงสัยไม่ได้เป็นคนหรอก หรือถ้าได้เกิดเป็นคน ปากก็คงไม่เป็นปากคน แต่คงไปเหมือนอะไรสักอย่าง เพราะล้อเล่นกับธรรมะที่เป็นของสูง ล้อเล่นในสิ่งที่ไม่ควรล้อเล่น

     ปู่ย่าตาทวดท่านช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนามาอย่างนี้ จนกระทั่งสืบทอดพระพุทธศาสนามาถึงรุ่นของพวกเรา ซึ่งเป็นยุคที่ใช้กฎหมายปกป้องพระพุทธศาสนา แม้การออกกฎหมายไม่ให้ใครปฏิบัติต่อพระพุทธรูปอย่างไม่เหมาะสมก็ถือเป็นการปกป้องธรรมะ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเป็นทางการ

       การที่วันนี้พวกเรามีโอกาสรู้จักพระพุทธศาสนา ทั้ง ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไป ๒,๕๕๙ ปีแล้ว ก็เพราะอาศัยความเคารพของปู่ย่าตายายที่มีต่อคำสั่งของพระพุทธองค์ทั้ง ๔ ประการนี้ ทุ่มทำหน้าที่สำคัญยิ่งของชาวพุทธอย่างสุดชีวิต ธรรมะของพระพุทธองค์จึงได้รับการสืบทอดและปฏิบัติส่งต่อกันมาตามลำดับ ๆ จนมาถึงยุคปัจจุบัน พวกเราจึงมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มาเป็นหลักธรรมคำสอนประจำใจเอาไว้ปิดนรกเปิดสวรรค์ ถางทางไปนิพพานด้วยกันอยู่ทุกวันนี้

      การที่พวกเราจะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาส่งต่อไปให้อนุชนรุ่นหลังได้ ก็ต้องปลูกฝังให้ลูกหลานทำหน้าที่ชาวพุทธทั้ง ๔ ประการนี้พวกเขาจึงจะได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในชีวิต พระพุทธศาสนาจึงจะได้รับการสืบทอดรักษาต่อไปอีกยาวนานสมดังเจตนาบรรพชนชาวพุทธที่เอาชีวิตปกป้องรักษาเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนามาถึงยุคของเรา

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปริศนาธรรม ที่ต้องสังวร

ปริศนาธรรม ภรรยาทั้ง 4 ของเศรษฐี
             มหาเศรษฐีท่านหนึ่ง  เป็นชาวพุทธที่เคร่งคัด. แต่ท่านมีภรรยาถึง 4  คน. ครองรักกันมายาวนาน. จวบจนบั้นปลายชีวิต.  ท่านคำนวนเวลาชีวิตว่าคงจะอยู่ในโลกได้อีกไม่นาน. ก็จำต้องหลับตาลาโลกไป. ทั้งที่ใจไม่ปรารถนาเลยแม้แต่น้อยนิด.  จึงคิดพาภรรยาสักคนเดินทางไปปรโลกด้วยกัน.   คิดได้ดังนั้น จึงพลันมุ่งหน้าไปพบภรรยาคนสุดท้ายซึ่งท่านรักที่สุดแล้วเอ่ยปาก ชวนว่า
เศรษฐี : ที่รักในภรรยาทั้ง 4. พี่รักน้องมากที่สุด ควงแขน พาออกงาน. ติดตามไปทุกที่  ที่ผ่านมาให้เวลา. ให้ความเอาใจใส่ ดูแลอยู่ร่วมมากกว่าภรรยาคนไหนๆ   ถ้าพี่ตายวันใด ขอให้น้องตายตามพี่ แล้วไปอยู่ปรโลกด้วยกัน จะได้หรือไม่
ภรรยาคนที่ 4. : พี่ไปคนเดียวเถอะ  ฉันยังแข็งแรงดี  ยังสวยและสาวอยู่ เดี๋ยวหาสามีใหม่ก็ได้. และยังมีหมู่ญาติที่ต้องดูแล
เศรษฐีรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด เพราะทุ่มเททุกอย่างให้กับภรรยาคนนี้มากที่สุด. แต่ยังมีหวังกับภรรยาอีก 3 ท่าน. จึงไปหาภรรยาคนที่ 3 ซึงก็รักมาก ใช้เวลาส่วนมากในชีวิต  ดูแลเอาใจใส่  น้อยกว่าภรรยาคนที่ 4 ไม่มากนัก.  แล้วชวนไปปรโลกพร้อมกัน.   คำตอบที่ได้รับ คือถูกปฏิเสธเหมือนเดิม
เศรษฐีจิตใจห่อเหี่ยวแต่ก็ยังไม่สิ้นหวัง เข้าไปถามภรรยาคนที่ 2  ซึ่งท่านดูแลเอาใจใส่ ตามโอกาส ตามอามณ์. ซึ่งถูกปฏิเสธเหมือนก่อน. เหตุการณ์ที่ผ่านมา  ทำให้เศรษฐี เจ็บปวด ทรมานใจ อย่างแสนสาหัส  ไร้ความหวังที่จะได้ใครยอมตายตามไปด้วย. แต่ท่านเจอภรรยาคนแรกโดยบังเอิญ.  จึงเอ่ยปากชวนแบบไม่ได้คาดหวัง. แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้ท่านทั้งดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน.  คือดีใจที่มีคนยอมตายตาม. เสียใจที่ ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกัน. ไม่ได้เอาใจใส่ดูแล. ให้เวลากับภรรยาคนนี้เลย. สักวาาแต่ทำหน้าที่เล็กๆน้อยๆเท่านั้น

เฉลยปริศนาธรรม.
 ภรรยาคนที่ 4.  คือ เครื่องประดับ เสื้อผ้าอาภรณ์.    เราเอาใจใส่ตลอดเวลา
ภรรยาคนที่ 3. คือ ทรัพย์สมบัติ  หน้าที่การงาน.       เราทุ่มเท แสวงหา รักษา ทุกวัน
ภรรยาคนที่ 2. คือ ร่างกาย.  เอาใจใส่ดูแล บ้าง เป็นระยะ  ไม่ป่วย ไม่หาหมอ
ภรรยาคนที่. 1. คือ จิตใจ (บุญกุศล).  ไม่ได้ขัดเกลาดูแลเลย. ตักบาตร ปีละครั้ง ทำบุญก็ตามโอกาส
 

เราจะให้เวลาและทุ่มเทกับภรรยาคนไหนดี